เยี้ยวหนี้บัตรเครดิต
การกู้เงิน t การเงิน

6 เรื่องแย่ เมื่อเบี้ยวหนี้บัตรเครดิต

เบี้ยวหนี้บัตรเครดิต

6 เรื่องแย่ เมื่อเบี้ยวหนี้บัตรเครดิต

หนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดเป็นปัญหาของหลายคน ไม่ว่าจะเกิดจากความจำเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายหรือการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว ซึ่งมีทั้งแบบจงใจหรือเผอเรอ ไม่วางแผนและติดตามค่าใช้จ่ายจนติดหนี้บัตรเครดิต

บางคนถึงกับเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ โดยเริ่มจากใช้เงินเกินตัว จากนั้น กดบัตรนี้ไปจ่ายบัตรนั้นจนหนี้สินเพิ่มเป็นดินพอกหางหมู ท้ายที่สุดเมื่อจ่ายไม่ไหว ก็เลือกจะเบี้ยวหนี้ ไม่หนีแต่ไม่จ่าย แต่ทราบหรือไม่ว่า พฤติกรรมเช่นนี้จะสร้างปัญหาใหญ่ที่คาดไม่ถึงได้

เรื่องแย่ที่ต้องเจอ เมื่อเบี้ยวหนี้บัตรเครดิต

รู้สึกเครียดจากการโดนทวงหนี้

เมื่อเป็นหนี้บัตรเครดิต ไม่จ่ายตามกำหนดชำระ เจ้าหนี้บัตรเครดิตจะเริ่มทวงหนี้ โดยถามถึงเหตุผลที่ไม่ยอมชำระและวันที่จะสามารถชำระหนี้ได้ ผ่านทางช่องทางติดต่อต่าง ๆ ทั้งเบอร์โทรศัพท์บ้านและ/หรือที่ทำงาน และหากยังไม่ชำระหนี้หลังจากที่ติดตามทวงถามแล้ว

เจ้าหนี้บัตรเครดิตก็จะส่งจดหมายแจ้งมาตรการในขั้นต่อไป เช่น เปลี่ยนจากระงับการใช้บัตรเครดิตชั่วคราวเป็นปิดบัตรเครดิต และหากมีหนี้จำนวนมาก ก็อาจมีจดหมายเตือนว่าจะดำเนินการฟ้องร้องหากยังคงไม่ชำระหนี้อีก รวมทั้งยังทำให้ผู้ถูกทวงหนี้ต้องเสียภาพลักษณ์ด้วย เป็นต้น แน่นอนว่า การถูกทวงหนี้และมาตรการต่าง ๆ ของเจ้าหนี้จะทำให้รู้สึกเครียด กดดัน และเสียสมาธิ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

ติดเครดิตบูโร ซึ่งทำให้เสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน

เครดิตบูโร คือ ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของลูกค้ารายบุคคลและลูกค้านิติบุคคลในการชำระหนี้แก่สถาบันการเงินที่ให้บริการบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ประกันภัย และสินเชื่อต่าง ๆ โดยประกอบด้วยวงเงินที่ได้รับอนุมัติ การใช้จ่าย การชำระหนี้ รวมถึงสถานะของบริการนั้น ในกรณีบัตรเครดิต หากไม่ชำระหนี้บัตรเครดิตเกิน 3 เดือน บุคคลนั้นจะถูกลดสถานะบัญชีให้กลายเป็นผู้มีประวัติการเงินไม่ดี และส่งผลให้การกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการขอสินเชื่อประเภทอื่น ๆ ไม่ผ่านได้

มีอุปสรรคในการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่สถาบันการเงินมักนำไปพิจารณาเมื่อยื่นกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ คือ หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด โดยคิดตามสูตร 10 % จากยอดหนี้คงค้างสำหรับบัตรเครดิต และ 5 % สำหรับบัตรกดเงินสด เพื่อนำไปลดทอนจากวงเงินกู้ซื้อ

จำนวนวงเงินกู้ที่ลดลงนั้นอาจไม่พอสำหรับจ่ายค่าบ้าน ทำให้ผู้กู้ต้องหาเงินมาเพิ่มจากทางอื่น และหากไม่สามารถหาเงินมาเพิ่มได้ทัน ก็อาจต้องโดนยึดค่าจองและค่าทำสัญญาจะซื้อจะขายบ้านที่จ่ายให้กับโครงการไปแล้วสำหรับกรณีบ้านใหม่ หรือโดนยึดค่ามัดจำที่จ่ายให้กับเจ้าของบ้านสำหรับกรณีซื้อบ้านมือสอง

ถูกอายัดทรัพย์สิน

การเบี้ยวหนี้บัตรเครดิตถือเป็นคดีแพ่ง สถาบันทางการเงินที่เป็นเจ้าหนี้บัตรเครดิตสามารถยื่นฟ้องได้ หลายคนสงสัยว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตเท่าไรถึงโดนฟ้อง กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนหนี้ขั้นต่ำ จึงขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ว่าฟ้องร้องหรือไม่ ส่วนใหญ่แล้ว ธนาคารจะทวงถามหนี้สักระยะหนึ่ง และหากไม่สามารถติดต่อลูกหนี้บัตรเครดิตได้ หรือติดต่อได้แต่ยังคงไม่ได้รับการชำระเงินตามกำหนดที่แจ้งในระหว่างการทวงถาม สถาบันทางการเงินก็จะยื่นฟ้องร้อง

หนี้บัตรเครดิตมีอายุความกี่ปี คำตอบคือ 2 ปี นับตั้งแต่วันแรกที่ผิดชำระ โดยศาลก็มักพิพากษาให้เจ้าหนี้ชนะคดีอยู่แล้ว เพราะมีหลักฐานหนี้สินและการผิดชำระหนี้ที่ชัดเจน หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายใน 30 วันหลังประกาศผลพิพากษา เจ้าหนี้มีสิทธิอายัดทรัพย์สินและสินสมรสได้ เช่น เงินในบัญชีธนาคาร ของมีค่า เครื่องประดับ ยานพาหนะที่ไม่ใช้ประกอบอาชีพ และมีบางกรณีที่ติดหนี้บัตรเครดิตจนถูกยึดบ้านและที่ดินเลยทีเดียว

ถูกอายัดเงินเดือน

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้บัตรเครดิตหลบเลี่ยง เพิกเฉย ไม่ติดต่อกับเจ้าหนี้ เบี้ยวหนี้ หรือตกลงการชำระหนี้กับเจ้าหนี้ไม่ได้เท่านั้น โดยทางกรมบังคับคดีจะขออายัดเงินเดือน ซึ่งกระทำได้สำหรับกรณีที่ลูกหนี้เป็นพนักงานเอกชนบริษัทหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจได้ แต่ต้องไม่เกิน 30 % ของเงินเดือน ซึ่งต้องมีมูลค่ามากกว่า 20,000 บาท

โดนฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย

คดีหนี้บัตรเครดิตส่วนใหญ่มักจบด้วยการเจรจาต่อรองแทนการฟ้องล้มละลาย ยกเว้นกรณีที่ศาลพิจารณาแล้วว่า ลูกหนี้มีจำนวนหนี้บัตรเครดิตมากกว่า 1 ล้านบาท และมากจนไม่สามารถชำระคืนได้เท่านั้น และเมื่อกลายเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว

ก็จะไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ได้เลยแม้แต่เปิดบัญชีธนาคาร ไม่สามารถทำนิติกรรมใด ๆ ได้ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้างแรงงาน พินัยกรรม เป็นต้น มีผลกระทบต่อหน้าที่การงานเพราะไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในบริษัทได้ ตลอดจนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ สำหรับ 2 อย่างหลังนั้น หากมีความจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน

ในความเป็นจริงแล้ว เราควรมีบัตรเครดิตไม่เกิน 3 ใบหรือมีเท่าที่พอใช้ก็พอ เพราะยิ่งมีมาก ยิ่งมีวงเงินใช้จ่ายสูง และยิ่งมีโอกาสสูงในการใช้จ่ายเกินจนเป็นหนี้เช่นกัน และหากเกิดปัญหาหนี้บัตรเครดิตแล้ว ก็สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ

โดยเริ่มจากการสร้างวินัยทางการเงินให้ตัวเอง วางแผนรายรับ–รายจ่ายให้ชัดเจน ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รวมทั้งคำนวณยอดหนี้เพื่อวางแผนการชำระอย่างเป็นระบบ เท่านี้ ไม่ช้าหนี้บัตรเครดิตก้อนโตจะหมดไป อ่านเพิ่มเติมวิธีการใช้บัตรเครดิตถูกวิธีเพื่อเพิ่มโอกาสในการกู้ซื้อบ้าน

ขอบคุณบทความดีดีจาก ddproperty.com

แนะนำบทความ   5 วิธีขอกู้เงินผ่านฉลุย

โรงพิมพ์ เจอาร์

โรงพิมพ์ เจอาร์

 

 2,880 total views,  3 views today

+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0