สัมภเวสี vs โอปปาติกะ
เรื่องลี้ลับ เหนือธรรมชาติ

สัมภเวสี VS โอปปาติกะ

สัมภเวสี vs โอปปาติกะ

สัมภเวสี VS โอปปาติกะ

1. สัมภเวสี คือ สัตว์ผู้ยังแสวงหาที่เกิด ซึ่งได้แก่ ปุถุชนและพระเสขะ (อริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์) ในทุกภพภูมิ ซึ่งเป็นผู้ที่ยังแสวงหาภพที่เกิด สรุปง่ายๆ คือ ทุกชีวิตที่ยังต้องเกิดอีก แต่คนไทยมักใช้ในความหมายว่าเป็นพวกเปรตซะมากกว่า

ในคติของศาสนาพราหมณ์ สัมภเวสี คือ ผู้แสวงหาที่เกิด คนที่ตายแล้ววิญญาณกำลังแสวงหาที่เกิด แต่ยังไม่ได้เกิดในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง

โอปปาติกะ คือ เกิดแล้วโตทันที ไม่ต้องเป็นไข่ ไม่ต้องเป็นตัวอ่อนก่อน ไม่ต้องมีพ่อมีแม่ให้กำเนิด (เพียงแต่มีตัณหาในภพ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้น) เมื่อเกิดก็ปรากฏเป็นร่างกายขึ้นมาเลย เมื่อตายก็ไม่มีซากเหลืออยู่ เช่น สัตว์นรก เปรตบางจำพวก อสุรกายบางจำพวก เทวดาบางจำพวกโดยเฉพาะเทวดาชั้นสูงๆ ทั้งหลาย รูปภูมิ อรูปภูมิ แต่คนไทยมักใช้เรียกพวกที่เป็นกายทิพย์ทั้งหมด

ทั้งที่กายทิพย์บางพวกมีกำเนิดชนิดอื่น เช่น อัณฑชะ ชลาพุชะ เป็นต้น

(พวกกายทิพย์ในทุกกำเนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า อทิสสมานกาย คือเป็นกายละเอียด คนทั่วไปมองไม่เห็น จะเข้าใจว่าเป็น วิญญาณ ก็ได้นะ )

กำเนิดมี 4 ชนิด คือ

    • อัณฑชะ เกิดในไข่ก่อนแล้วจึงฟักเป็นตัว เช่น นก ไก่
    • ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ แมว สุนัข
    • สังเสทชะ เกิดในยางเหนียว ตรงนี้มักยกตัวอย่างกันว่าเป็นพวกหนอนที่เกิดในที่ชื้นแฉะ ที่สกปรก (ซึ่งที่จริงเกิดจากไข่) แต่ผมยังไม่ปักใจในส่วนนี้เพราะยังมีสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิดที่คนเรายังไม่รู้จัก โดยเฉพาะในภพภูมิอื่น ซึ่งอาจเกิดจากยางเหนียวโดยตรงเลยก็ได้
    • โอปปาติกะ ผุดเกิด คือเกิดแล้วโตทันที

2.สัมภเวสี อยู่ในแทบทุกภูมิ ที่อาจจะยกเว้นก็คือ อกนิฏฐาภูมิ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของสุทธาวาสภูมิ 5 (สุทธาวาส เป็นภูมิที่อนาคามีบุคคลไปเกิด) ซึ่งผู้ที่เกิดในอกนิฏฐาภูมิแล้วจะบรรลุเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในชาตินั้น ดังนั้น ผู้ที่เกิดในภูมินี้ทุกคนจึงมีชีวิตเป็นชาติสุดท้าย

ผู้ที่เกิดในภูมินี้แล้วแต่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ คือยังเป็นอนาคามีบุคคลอยู่ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้แน่ๆ นั้น ผมไม่ทราบว่าจะเรียกว่าเป็นสัมภเวสีด้วยหรือไม่

ผู้ที่เกิดในสุทธาวาสภูมิที่ 1 – 4 นั้น อาจจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่บรรลุก็จะไม่เกิดซ้ำภูมิเดิม และไม่เกิดในภูมิที่ต่ำลงไป แต่จะเกิดในภูมิที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงอกนิฏฐาภูมิ ดังนั้น อนาคามีบุคคลจึงเกิดอีกไม่เกิน 5 ชาติ เท่ากับจำนวนของชั้นสุทธาวาส (ดูรายละเอียดในเรื่องภพภูมิในพระพุทธศาสนา ในหมวดธรรมทั่วไป ประกอบ)

โอปปาติกะ มีกระจายอยู่หลายภูมิ เช่น นรก เปรตบางพวก อสุรกายบางพวก เดรัจฉานที่เป็นกายทิพย์บางพวก ว่ากันว่ามนุษย์ยุคต้นๆ ก็เป็นโอปปาติกะ เทวดาชั้นต่ำบางจำพวก เทวดาชั้นสูงทั้งหมด รูปภูมิ อรูปภูมิ

สัมภเวสีมี 2 จำพวก

พวกที่ 1 เป็นพวกอสุรกายที่ยังมีกรรมหนัก ร่างกายทรุดโทรม หน้าตาซีดเซียว เรียกว่าไม่มีความสง่าผ่าเผย ผอมกะหร่อง ผมเผ้ารุงรังน่าเกลียด น่าสะอิดสะเอียน อสุรกายพวกนี้มีความดีกว่าเปรตอยู่อย่างหนึ่ง คือหากินได้ แต่ทว่าจะต้องหากินประเภทของที่เขาทิ้งแล้ว บูดเน่าแล้ว อย่างซากศพ คนตาย สุนัขตาย ควายตาย สัตว์ตาย หรือเศษอาหารที่เขาทิ้งไว้เน่าๆ

พวกที่ 2 อสุรกายที่มีความดีมาก ใกล้จะพ้นความเป็นอสุรกายแล้ว คือว่าโทษทัณฑ์ที่เป็นเศษกรรมในภาวะของการเป็นอสุรกายใกล้จะหมดไป ตอนนี้มีรูปร่างหน้าตาอ้วนท้วนใหญ่โต แต่ทว่าผิวดำ อสุรกายพวกนี้มีกำลังมาก มักจะชอบรับสินบนจากชาวบ้าน แล้วก็ปลอมแปลงตัวเป็นเจ้าเข้าทรง

การทำบุญให้สัมภเวสี

การที่เราต้องทำบุญให้สัมภเวสี เพราะสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น คนเราเมื่อมีโอกาสทำบุญ ขอให้ทำแบบเต็มที่ ทำแบบใจที่เป็นบุญ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นญาติพี่น้อง เมื่อเราได้ทำจงตั้งจิตที่เป็นบุญ ให้ถึงแด่สรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย แบบนี้จึงนับว่าทำบุญอย่างใจบริสุทธิ์

 

แนะนำบทความ    วิธีถอนขันธ์ ทิ้งขันธ์

โรงพิมพ์ เจอาร์

 870 total views,  22 views today

+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0