วัวธนูควายธนู
เครื่องรางของขลัง เรื่องลี้ลับ เหนือธรรมชาติ

วัวธนูควายธนู

วัวธนูควายธนู

วัวธนูควายธนู เป็นหุ่นพยนต์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อผู้มีวิชาปล่อยออกไป สภาพของหุ่นตัวเล็กสามารถขยายเป็นตัวใหญ่มหึมา พุ่งตรงไปในอากาศ ดุจลูกธนูและขวิดเป้าหมายถึงตาย ผู้มีอาคมนิยมมีไว้ใช้เฝ้าบ้าน บ้างก็ถือเป็นเสมือนเครื่องราง ใช้พกพาติดตัวและเป็นเครื่องรางที่จําเป็นของนายพราน ไว้เป็นทหารผีป้องกันเสือสมิงเวลาเข้าปา

วัวธนูเป็นเครื่องรางที่ได้รับจากลัทธิฮินดู วัวธนูคือ พระโคนนทิพาหนะของพระอิศวรเจ้าแห่งภูตผีปีศาจซึ่งมีอํานาจเหนือภูตผีปีศาจ มีความเชื่อว่า ควายธนู สร้างมาจากตํานานควายทรพีที่มีฤทธิ์อํานาจสังหารพ่อของตัวเอง และควายธนูคือ ควายของพระยมมีฤทธิ์และอํานาจเหนือภูตผีปีศาจ

คนสมัยโบราณจะเรียก วัวธนูว่า วัวปั้นหุ่น จึงเป็นมูลเหตุที่ทําให้เกิดความเชื่อ และการสร้างวัวธนู และ ควายธนูขึ้นมา เพื่อคุ้มครองบ้านเรือน ปกป้องคุ้มภัยจากโจรผู้ว้าย ป้องกันคุณไสย ขับไล่ภูตผี ทั้งยังสามารถสังหารสิ่งชั่วร้ายได้อีกด้วย ไทยเรารับวิชามาจากฝังลาวและเขมรอีกทอดหนึ่ง

ทางภาคเหนือเองก็ได้รับอิทธิพลเรื่องสัตว์อาถรรพณ์นี้เช่นกัน โดยมีวิธีการสร้าง การใช้คล้ายคลึงกัน ะความเชื่อเรื่องภูตผีพอๆกันกับภาคอีสาน วัวธนูจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถมีไว้ป้องกัน และพกติดตัวในขณะเดินทางไปในที่ต่างๆ ใช้ในการขับไล่ภูตผีปีศาจ รวมถึงการใช้ห้ามลมห้ามฝน

แตกต่างกันตรงที่หลังใช้งานแล้ว หากวัวธนูประเภทที่สร้างขึ้นจากคนทางเหนือ วัวธนูจะถูกทำลายทิ้ง โดยการตัดกลางลําตัว หรือเสกเป่าแล้วโยนเข้ากองไฟ เชื่อกันว่า หากปล่อยไว้นานวัวธนูอาจจะกลายเป็นวัวปีศาจ ที่อาละวาดทําร้ายผู้คน แต่ทางภาคอีสานและภาคกลางจะยังคงเก็บไว้บูชาต่อไปเรื่อย ๆ

วัวธนูควายธนู

ความแตกต่างระหว่างวัวธนูกับควายธนูกล่าวคือ ควายธนูเป็นสัตว์เลี้ยงของผู้แก่กล้าอาคม เพื่อใช้ประโยชน์เป็นไปในทางป้องกันตัวเอง และเป็นเครื่องมือกําราบศัตรูคู่อริ มากกว่าการปกป้องคุ้มครองหรือบันดาลผล โดยทําขึ้นในรูปลักษณะของควายตัวเล็กๆ ที่สามารถพกพาได้ แล้วปลุกเสกด้วยคาถาอาคมจนกลายเป็นตัวควาย ขนาดใหญ่มีจิตวิญญาณและเคลื่อนไหวได้ มีความดุร้ายกราดเกรียว และทรงพลังอํานาจดุร้ายเป็นอันตรายสําหรับผู้ที่ไม่มีวิชา

วิธีการสร้างมีความคล้ายคลึงกับการสร้างวัวธนู แตกต่างกันที่วัตถุและการบริกรรมคาถา โดยวัตถุอาถรรพณ์ที่ประกอบขึ้นมาเป็นควายธนู มักมาจากไม้เขี่ยศพทองคําปิดหน้าศพ เถ้ากระดูกผีตายโหง ดินจากป่าช้า เป็นต้น นํามาประกอบสร้างให้เป็นเค้าโครงรูปร่างของควาย มาทําการปลุกและเสกจนกระทั่งนั้นมีอาการกระดุกกระดิกเคลื่อนไหว ในคืนเดือนมืดเท่านั้น

เมื่อสร้างเสร็จผู้สร้างจะทําการทดสอบฤทธิ์ หรือการปล่อยควายธนูให้ไปต่อสู้กับควายจริงๆ ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้กลางทุ่ง เพราะเหตุที่ควายธนูมีความดุร้าย และอาถรรพณ์ของควายธนูจึงไม่เป็นที่นิยม เพราะอาจถูกอาถรรพณ์ของควายธนูทําร้ายถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนวัวธนู พุทธคุณเรื่องบันดาลผลทางโชคลาภให้เกิดแก่ผู้มีไว้บูชา การปกป้อง ใช้เฝ้าบ้าน ทรัพย์สิน มีอานุภาพในทางป้องกันอาถรรพณ์ต่างๆ ได้อีกด้วย และป้องกันอัคคีภัย บ้างก็พกติดตัวป้องกันเสนียดจัญไร ป้องกันภูตผีปีศาจ ป้องกันคุณไสย ตามตํารากล่าวไว้ว่า การสร้างวัวธนู มักเลือกวันเพ็ญ และมีเวทมนตร์คาถากํากับแตกต่างกันออกไป

โดยแต่ละชนิดก็มีพิธีกรรมการสร้างที่ต่างกันด้วย เช่น วัวทองแดง สร้างขึ้นมาจากวัตถุอาถรรพณ์จําพวก แร่ทองแดงบริสุทธิ์ สําริดยอดเจดีย์เหล็กขนันผี ตะปูโลงศพ ดีบุก เงินปากผี นํามาหล่อเข้าด้วยกันเป็นรูปวัวลักษณะมงคล หรือกระทิงโทนแล้วนํามาลงอักขระยันต์

วัวขี้ผึ้ง ปั้นจากขี้ผึ้งปิดหน้าศพ ผสมเข้ากับขี้เถ้าหรือดินจากป่าช้าเป็นรูปวัว แล้วเสกคาถา และวัวไม่ไผ่ นําไม้ไผ่มาสานเป็นรูปเสกจนวัวธนูหันหัวไปซ้ายไปขวาได้ เชื่อกันว่าผู้เลี้ยงต้องดูแลอย่างดี หากเลี้ยงอย่างไม่ถูกต้อง วัวธนูอาจหวนมาทําร้ายเจ้าของก็เป็นได้วัวแกะ มักจะแกะมาจากเขาวัวตายฟ้าผ่า งาช้าง นอแรดและเขี้ยวหมูตัน วัวสาน สร้างจากตอกไม้หรือหวาย เป็นวัวธนูที่ทําแบบหยาบๆให้ออกมาเป็นรูปวัวมีเขาและขาพอเป็นรูปว่าง

วัวธนูควายธนู

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ของวัวธนู และควายธนูสู้กับเสือสมิงที่สืบเนื่องมานาน จึงขอหยิบยกมาเล่าให้ฟังเพลินๆ เริ่มจากเรื่องของวัวธนูก่อน เล่ากันว่าสมัยโบราณนั้นมีเสือสมิงชุกชุมอยู่ในป่าเที่ยวไล่ฆ่ากัดกินผู้คน เดิมทีนั้นเสือสมิงเคยเป็นมนุษย์ แต่มีความหลงใหล งมงายในไสยศาสตร์รําเรียนวิชาเสือสมิงจนติดใจ จิตก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสัตว์ไปแล้ว บ้างก็ว่าเสือกินมนุษย์เข้าไปมากจนวิญญาณสิงสู่อยู่ในตัวเสือ สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์และสร้างภาพหลอนเพื่อหลอกล่อเหยื่อได้ วันหนึ่งมีพระเดินธุดงค์เข้าไปในป่าลึกในเขตหากินของเสือสมิง ตกเย็นจึงหาที่พักแรม มองเห็นวัดร้างแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกลนักจึงตั้งใจว่าจะใช้เป็นที่พักค้างคืน ระหว่างทางนั้นก็ได้พบกับชายชรานุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่ง ซึ่งขอติดตามพระธุดงค์ไปด้วย

ระหว่างเดินทางไปยังวัดร้างนั้น ชายชราก็พบต้นไผ่โน้มกิ่งลําลงมาขวางทาง จึงหยิบมีดหมอจากย่ามฟันกิ่งไผ่ ใส่ไว้ในย่าม เมื่อถึงวัดร้างมีพระภิกษุ 4 รูปพํานักอยู่ก่อนแล้ว แต่ทั้ง 4 รูปนั่นไม่ได้เอ่ยปากทักทาย หรือสนใจพระธุดงค์กับชายชราแต่อย่างใด ชายชราจึงนึกสงสัยขึ้นมา ด้วยท่าทางของพระภิกษุทั้ง 4 นั่นแปลกพิกล แววตาดูคล้ายกับสัตว์ร้าย น่าจะเป็นเสือสมิงแปลงมา จึงรีบพาพระธุดงค์เข้าไปในโบสถ์ร้าง และปิดประตูหน้าต่างลงกลอน ชายชรารีบสานไม้ไผ่เป็นรูปวัว และบอกให้พระธุดงค์ทําวัตรเย็น เมื่อตะวันลับฟ้า ก็มีเสียงของเสือหลายตัวคําราม ส่งเสียงหายใจครีดคราดพร้อมกลิ่นสาบลอยเข้ามา และเสียงตะกุยตะกายที่ประตู ชายชราจึงลุกขึ้นไปที่ประตูโบสถ์ สอดไม้ไผ่รูปวัวธนูที่ออกไปตามรูช่องดาลอัน หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของสัตว์ต่อสู้กันอย่างรุนแรง จนกระทั่งเสียงนั่นสงบนิ่ง ครั้นรุ่งเช้า เมื่อเปิดประตูอุโบสถ์ออกมา ปรากฏเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่ 4 ตัวนอนตายไส้ทะลักออกมา ชายชราได้บอกกับพระธุดงค์ว่า พระภิกษุทั้ง4 ที่พบเมื่อเย็นวานล้วนเป็นเสือสมิงทั้งนั้น สังเกตได้ว่าที่คอยังมีผ้าเหลืองพันอยู่ทุกตัว และถ้าชายชราไม่มากับพระธุดงค์ด้วย เสือสมิงทั้ง 4 ตัวคงทําอันตรายแก่พระธุดงค์ไปแล้ว

อีกเรื่อง เป็นควายธนู เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดเชียงใหม่ เล่ากันว่าพระภิกษุชรารูปหนึ่งเรียนคาถาแปลงกายเป็นเสือสมิง แล้วควบคุมตนเองไม่ได้ ออกมาไล่กัดวัวควายของชาวบ้าน จึงถูกปราบด้วยคาถาอาคมจนมรณภาพ เรื่องเกิดวัดร้างแห่งหนึ่ง ที่นอกกําแพงเมืองเชียงใหม่ มีพระภิกษุชรารูปหนึ่งมาจําพรรษาอยู่ และออกบิณฑบาตในเวลาเช้าทุกวัน ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านนิมนต์ใส่บาตรเป็นประจํา แต่ไม่มีใครรู้ว่า พระภิกษุชรารูปนี้เป็นใคร มาจากไหน

เย็นวันหนึ่ง มีพ่อค้ามาหยุดพักที่วัดร้างนี้ แล้วนําวัวมาผูกรวมกันไว้ที่หลัก กลางดึกคืนนั้น พ่อค้าได้ยินเสียงวัวตื่นตกใจเหมือนกําลังพบกับสัตว์ร้ายแล้วพากันเตลิดออกจากหลัก พ่อค้าและลูกจ้างช่วยกันจุดไต้ออกติดตามวัวทั้งคืน จนเวลาใกล้รุ่ง ก็พบวัวนอนตายอยู่ ตามตัวมีรอยเล็บรอยเขี้ยว และรอยเท้าเสืออยู่ใกล้ๆ เมื่อข่าวการปรากฏตัวของเสือแพร่ไป ชาวบ้านในละแวกนั้น ต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าไปไหนในยามค่าคืน และไม่มีพ่อค้าคนไหนกล้าพักแรมที่วัดร้างแห่งนั้นอีก แต่เสือร้ายก็ยังคงปรากฏกายไล่กัดกินวัวของชาวบ้านเป็นประจํา ชาวบ้านจึงพยายามช่วยกันหาวิธีที่จะจัดการกับเสือร้าย ถึงขนาดรวบรวมข้าวสารให้มีนําหนักถึงหนึ่งหมื่น เพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ที่สามารถกําจัดเสือ แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับอาสาและก็ไม่มีใครพบตัวมันด้วย

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้ากลุ่มหนึ่ง จําเป็นต้องแวะพักแรมที่วัดร้างแห่งนี้ เพราะวัวหลายตัวได้รับบาดเจ็บเดินต่อไปไม่ไหว พระภิกษุชราได้เข้ามาพูดคุย เรื่องเสือเย็นหรือเสือสมิงที่กําลังออกอาละวาด พวกพ่อค้าก็กลัวเสือเย็นเหมือนกัน แต่จําเป็นต้องพัก เพราะสงสารวัวที่บาดเจ็บ คืนนั้นเป็นคืนข้างแรมพอดี ท้องฟ้าจึงมืดสนิท หัวหน้าพ่อค้าสั่งให้ลูกน้องช่วยกันจุดฟืนให้สว่างไว้มากๆ เพื่อป้องกันอันตรายยามค่าคืน และให้นําวัวมาผูกรวมกันไว้ที่หลัก แล้วสั่งให้ลูกจ้างอยู่เวรยาม คอยเติมฟืนตลอดทั้งคืน

กลางดึกคืนนั้น ขณะที่หัวหน้าพ่อค้ากําลังเดินตรวจตราดูความเรียบร้อยของฝูงวัว ก็ได้ยินเสียงของพระภิกษุชรา ถามเรื่องการนอนของพวกตน จึงนึกสังหรณ์ใจว่า พระภิกษุรูปนี้อาจเป็นเสือสมิง หัวหน้าพ่อค้าจึงรีบตอบกลับไป จากนั้นเขาก็นําตอกมาสานเป็นควายธนูตัวเล็กๆ 4 ตัว แล้วนําไปวางรอบประจําทิศเหนือ ใต้ตะวันออก และตะวันตก แล้วบริกรรมคาถา

จนกระทั่งเวลาดึกสงัด กองไฟเริ่มมอดลงจนเหลือแต่เถ้าถ่านแดงๆ ทําให้บริเวณที่พักของพ่อค้า มีดมองเห็นแต่เพียงลาง ๆ ผู้คนในกองคาราวานหลับหมด ยกเว้นหัวหน้าพ่อค้าที่ยังนั่งบริกรรมคาถาอยู่เพียงคนเดียว เวลาไม่นานเขาก็มองเห็นร่างร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวช้าๆ เข้ามาในบริเวณที่พัก หัวหน้าเขม่นตามอง จึงเห็นว่าร่างนั้นคือ เสือโคร่งขนาดใหญ่กําลังย่างเท้าช้าๆ เข้าหาฝูงวัวต่างที่กําลังตื่นตระหนก เขาบริกรรมคาถาหัวใจควายธนูเป็นครั้งสุดท้าย แล้วลุกขึ้นตบมือเป็นสัญญาณบอกควายธนู

ทันใดนั้น ควายไม้ไผ่ทั้ง 4 ตัวก็กลายเป็นควายธนูตัวใหญ่เขาโค้งยาว วิ่งกระโจนเข้าหาเสือโคร่งทันที และต่างฝ่ายต่างต่อสู้กัน ในที่สุด เสือโคร่งก็วิงหนีหายไปในความมืด และวัวก็ปลอดภัยทุกตัว รุ่งเช้าหัวหน้าพ่อค้าพาลูกจ้างเดินสํารวจรอบๆ ที่พัก ก็พบร่องรอยการต่อสู้ของเสือกับควายธนูและพบหยดเลือดยาวเป็นทาง

เช้าวันนั่น พระภิกษุชราไม่ออกบิณฑบาตเหมือนทุกวัน ชาวบ้านรออยู่จนสายก็ไม่เห็น จึงพากันไปดูที่กุฏิ พบรอยเลือดหยดเป็นทางเข้าไป จึงรีบเข้าไปดูก็เห็นภาพพระภิกษุชรามรณภาพ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลเหมือนถูกควายขวิด ชาวบ้านจึงพากันลงความเห็นว่า พระภิกษุชราคือ เสือสมิงนั้นเอง

คงเป็นเพราะท่านเรียนวิชาเสือสมิงหรือเสือเย็น แล้วควบคุมตนเองไม่ได้ ต้องกลายร่างเป็นเสือออกอาละวาด ทุกวันขึ้น 15 ค่ํา หรือแรม 15 ค่า อยู่เป็นประจํา จนต้องมรณภาพในสภาพเช่นนี้ ต่อมาชาวบ้านช่วยกันบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดร้างขึ้นใหม่ พร้อมกับนิมนต์พระมาจําพรรษา แล้วตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดหมื่นสาร” อันหมายถึง ข้าวสารนําหนักหนึ่งหมื่นที่ตั้งขึ้น เพื่อเป็นรางวัลในการปราบเสือสมิง

การเซ่นไหว้วัวธนู

บูชาโดยตั้งเป็นคอก มีแก้วนําและหญ้าสดหรือหญ้าคา 7-9

ก้านเป็นเครื่องเซ่น

แต่ละใบต้องทําการขมวดปลาย ขณะขมวดปลายนั่นให้กลั้นหายใจ

แล้วท่องพระคาถาอุปคุตมัดมารสั้นๆ ว่า

อิมัง อังคะพันธะนัง อธิฏฐามิง

ขอบคุณบทความดีดีจาก หนังสือ เครื่องรางของขลัง  สำนักพิมพ์ ไพลิน

แนะนำบทความ  เบี้ยแก้ของขลังคู่กาย

 

โรงพิมพ์ เจอาร์

 518 total views,  26 views today

+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0