รักยม
เครื่องรางของขลัง เรื่องลี้ลับ เหนือธรรมชาติ

รักยม 2 กุมารคุ้มภัย

รักยม

รักยม สองกุมารนุ่งผ้าโจงกระเบน ไม่สวมเสื้อ ไว้ผมจุก ซึ่งเป็นของขลังอีกชนิดหนึ่งมีผู้รู้จักและนิยมกันมานานพอๆ กันกับกุมารทอง แต่มีความแตกต่างจากกุมารทองตรงที่ รักยม สร้างจากไม้สองชนิด คือ ไม้รักซ้อนป่ากับไม้มะยมตายพราย (ยืนตายหรือตายเอง) หรืออาจจะใช้กิ่งกาฝาก หรือรากตายพรายที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกของทั้งสองต้น

กุมารชื่อ “รัก” นั้นกายเป็นสีดํา และ กุมารชื่อ ยม” กายเป็นสีขาว ทั้งคู่ถือกําเนิดมาจากการนํา มวลสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นรัก และต้นมะยมตายพราย มาบดให้เป็นผง ผสมกับผงพรายกุมาร หรือแกะสลักจากไม้ทั้งสองชนิด เป็นรูปกุมารหัวจุกองค์เล็กๆ 2 องค์ ที่ยืนพนมมือหันหน้าเข้าหากันหรือลักษณะเป็นเด็กผมจุก ยืนกําหมัดทั้งสองข้าง คล้ายกําลังทําท่าชกมวย แช่อยู่ในน้ำมันจันทน์ เสกธาตุ เรียกรูปเรียกนามอาการ 32 เพื่อให้มีจิตวิญญาณ 2 ตนแช่ในขวดน้ำมันจันทน์ ปลุกเสกเรียกจิตเรียกภูต จนกระทั่งในนิมิต เห็นว่ามีเด็กวิ่งเล่นไล่จับกัน หรือรูปแกะกุมารทั้งสองนั้น ลุกขึ้นเต้นและเล่นกันดุจมีชีวิต กล่าวกันว่าบางครั้งขวดที่แช่น้ำมันเกิดอาถรรพณ์กุมารรักยม แตกเองหลายต่อหลายขวด

ผู้ที่เลี้ยง “รักยม” จะต้องหมั่นเติมน้ำมันอย่าให้ขาด และจะต้องเก็บไว้ในที่สูง บูชาพวงมาลัยกับน้ำสะอาด 1 แก้ว ขนมหวาน ผลไม้ต่างๆ และของเล่นเป็นสําคัญ เมื่อถึงเวลาอาหาร ผู้เลี้ยงจะเรียกให้รักยมมาอุปโลกน์ว่า มีรักยมมานั่งโต๊ะอาหารร่วมด้วย การผู้เลี้ยงจะเจรจากับรักยมด้วยถ้อยคําไพเราะ โดยเสนอตัวเองว่าเป็นพ่อหรือแม่ และจะเรียก รักยม ว่า ลูก ทุกคํา โดยงดกล่าวคําหยาบกับ รักยม

สองกุมารน้อยนี้ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ คนไทยต้องพึ่งพาพลังอาถรรพณ์ของทั้งคู่ ที่ดลบันดาลให้เกิดโชคลาภในการทํามาหากิน ค้าขายรุ่งเรืองไปในทางที่ดีกว่าปกติธรรมดา ทั้งยังเชื่อกันว่า ทั้งสองกุมารมีพลังลึกลับ สามารถทําให้ผู้ที่เคยไม่ชอบหน้ากัน กลับมาเป็นมิตรต่อกันได้ และมีพลังความสามารถในการช่วยเหลือผู้เลี้ยงได้เสมอ

พุทธคุณของ รักยม

คือ คอยปกป้องคุ้มกันภัย ช่วยในเรื่องของการทํามาค้าขาย คอยเรียกทรัพย์เรียกเงินทอง เรียกลูกค้าเข้าร้าน ติดต่อการงานราบรื่น คอยดูแลบ้านเรือน และสามารถ ช่วยในเรื่องราวเกี่ยวกับคู่ครอง ความรัก ซึ่งสามารถบันดาลให้ผู้ไม่เคยถูกโฉลกกันกลับมารักใคร่กันได้ โดยการเขียน ชื่อ วัน เดือน ปีเกิดของญาติมิตรและเพื่อนร่วมงานนั้น ๆ ลงในกระดาษแล้วบรรจุลงในขวดรักยม

ว่ากันว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าพิศวง และผู้เลี้ยงบางท่านจะนําขวดรักยมติดตัว เมื่อออกจากบ้านไปด้วย เพื่อป้องกันคุ้มภัย เมื่อกลับเข้าถึงบ้านก็จะหาข้าวอาหารขนมให้ หากปรารถนาสิ่งใดๆ ก็จะกล่าววาจา ขอให้รักยมช่วย และจะต้องคอยระวังไม่ให้น้ำมันจันทน์ที่ใสในขวดรักยมแห้ง นอกจากนี้ น้ำมันจันทน์ในขวดก็สามารถใช้เสกเป็นสีผึ่งมหาเสน่ห์ได้ด้วย

ต้นกําเนิดรักยม

สองกุมารนี้ มีเรื่องราวอยู่ว่า ในป่าหิมพานต์อันเป็นที่บําเพ็ญพรตของเหล่าพระฤษีทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่งพหลปีติฤาษีออกจากอาศรมไปเที่ยวเก็บผลไม้เพื่อขบฉัน ผ่านสระน้ำแห่งหนึ่งอันมีปทุมชาติชูช่ออยู่ดารดาษ พหลปีติฤาษีตั้งใจจะตักน้ำใส่เต้า ที่ทําด้วยผลน้ำเต้าแห่งป่าหิมพานต์เอาไปไว้บริโภคที่อาศรม ก็เหลือบไปเห็นกุมารน้อยคู่หนึ่งอยู่ในบัวสายสีแดง จึงได้เก็บกุมารน้อยนั้นนํามาเลี้ยงไว้

ครั้นกาลต่อมาเมื่อกุมารน้อยนั้นเติบใหญ่พหลปีติฤาษีจึงให้ชื่อ ว่า รัตตะกุมาร และยมกะกุมารพร้อมทั้งถ่ายทอดวิทยาคมทั้งปวงให้แก่กุมารทั้งสองนั้น รัตตะกุมารนั้นเป็นมานพน้อยมีรูปโฉมงดงาม ส่วนยมกะกุมารนั้น จะด้อยในทางรูปสมบัติ แต่ก็มีความเชี่ยวชาญชํานาญในทางกระบวนยุทธ และเวทอาคมทั้งปวง

ต่อมากุมารทั้งสองเจริญวัยเป็นหนุ่มใหญ่ฉกรรจ์ ได้เข้าไปลาพระพหลปิติฤาษีผู้มีอุปการะดุจบิดาบังเกิดเกล้า ขอเข้าไปยังในบ้านในเมือง พหลปีติถาษีมีความอาลัยยิ่งนัก แต่ยังคงสั่งกําชับแก่กุมารทั้งสองนั้นว่า มาตรแม้นได้เข้ารับราชการงานเมืองเป็นทหารแห่งพระราชา ณ แควันใดแล้ว อย่าได้ถือว่าตนเป็นผู้มีวิชาเก่งกล้าทําลายชีวิต มนุษย์และสัตว์โดยไม่จําเป็นเป็นอันขาด จงตั้งใจอยู่ในความไม่ประมาท อย่าทําอันตรายแก่ผู้ด้อยกว่าตน รัตตะกุมารและยมกะกุมารรับคําพหลปีติญาษี แล้วออกจากอาศรม

มานพทั้งสองออกจากพหลปีติฤาษีอาศรมไปไม่นานเท่าใด ก็ได้เข้าไปเป็นทหารอาสาอยู่กับพระราชาผู้ครองแคว้นแห่งหนึ่งด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รัตตะกุมารได้ตําแหน่งทหารเอกแห่งแคว้น ส่วนยมกะกุมารได้ตําแหน่งที่ปรึกษาราชการงานแผ่นดินแห่งแคว้นด้วย รัตตะกุมารมานพเป็นผู้ที่มีรูปโฉมสง่างามสมชายชาตรี จึงเป็นที่เสน่ห์หา และหลงใหลแก่ราชธิดา แต่ความรักของทั้งสองมีอุปสรรคเมื่อความทราบถึงพระราชาเข้า ก็ทรงไม่พอพระทัยอย่างมาก เพราะเจ้าหญิงนั้นได้ถูกหมั่นหมายไว้กับเจ้าชายผู้ครองแคว้นแห่งหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อรัตตะกุมารทราบเรื่อง ก็เกิดความแค้นเคืองเป็นอย่างมากและวางแผนที่จะฆ่าพระราชา ยมกะกุมารผู้ปรึกษาราชการแคว้นจึงยับยั่งแผนการร้ายนั้นได้ แล้วกล่าวเตือนให้รัตตะกุมารมานพถึงคําสั่งของพหลปีติฤาษี รัตตะกุมารจึงเดินทางไปพบพหลปีติถาษี เพื่อเล่าเรื่องและความตั้งใจของตนที่จะฆ่ากษัตริย์ให้ฤษีฟัง พหลปีติถาษีกล่าว ห้ามว่า การทําลายเบียดเบียนชีวิตมนุษย์นั่นเป็นบาปมหันต์ เวรจักไม่สิ้นสุด ชาตินี่เราฆ่าเขา ชาติหน้า เขาต้องฆ่าเรา เป็นอย่างนั่นไม่มีที่สิ้นสุด แต่ความรักและความแค้นทําให้รัตตะกุมารลืม คําของพหลปีติญาษีเสียสิ้น และเดินทางกลับนคร ลอบเข้าไปในที่บรรทมของกษัตริย์ ใช้ดาบคู่มือทําร้ายพระราชาถึงสิ้นพระชนม์

แล้วรัตตะกุมารมานพก็กลับไปรับสารภาพผิดกับพหลปีติฤาษี รัตตะกุมารจึงออกบวชบําเพ็ญพรตรักษาศีลวัตรอย่างเคร่งจนกว่าจะสิ้นชีวิต เมื่อรัตตะฤาษีจะสิ้นอายุขัย พหลปีติฤาษีได้ถามว่า รัตตะฤาษีปรารถนาพรอันใด รัตตะฤาษีจึงตอบไปว่า แม้นไปเกิดในชาติปางใดก็ดี ขอให้มีเสน่ห์เป็นที่รักของคนทั้งปวง ขออย่าให้มีศัตรูด้วยประการใดๆ เลย พหลปีติฤาษีกล่าวว่า ท่านเป็นผู้ฆ่าผู้เบียดเบียน จะยังไม่ไปเกิดในมนุษยโลกได้ทันทีหรอก แต่ด้วยบารมีที่สร้างไว้แต่ปัจจุบันชาติในมัชญิมวัย คือขณะนี้มีอยู่บ้าง กรรมจะมีปัจจัยให้เป็นวัตถุสิ่งหนึ่งที่มีชีวิต แต่หามีจิตใจไม่ วัตถุสิ่งนั้นจะมีคุณดังคําขอนั่นเถิด กล่าวพรจบรัตตะฤาษี ก็ถึงกาลกิริยา และ ณ ที่ตรงอศุภะแห่งรัตตะฤาษีนั้น ต่อมาก็ได้บังเกิด พืชชนิดหนึ่งขี้นมีดอกอันซ้อน สรรพคุณเป็นที่รักที่ชอบแก่คนทั้งปวง ดังพรแห่งพหลปีติญาษี คนทั้งหลายเรียกพืชนั้นว่า ต้นรักซ้อน

ส่วนยมกะกุมาร ครั้นภายหลังเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ก็สละเพศฆราวาสวิสัยออกบวชและจําศีลภาวนาอยู่ ณ ตรงอาศรมที่ต้นรักซ้อนกําเนิดนั้น จวบจนสิ้นอายุขัย ณ ตรงที่ยมกะกุมารฤษีกระทํากาลกิริยาดับขันธ์ลงไป ก็บังเกิดเป็นพันธุ์แห่งผลไม้ชนิดหนึ่งชูช่อส่งผลอยู่เคียงคู่ต้นรักซ้อน คนทั้งลายเรียกกันว่าต้นยมกะ แล้วเพียนกันมาจนเป็นมะยมในทุกวันนี้

รักยม

วิธีเลี้ยงรักยม 

  • การนำรักยมมาบูชาจะต้องทำการจุดธูป 16 ดอกบอกเจ้าที่เสียก่อน ให้บอกกล่าวเจ้าที่ขออนุญาตนำรักยมเข้ามาภายในที่พักอาศัยเพื่อบูชา และขอให้เปิดทางเข้าออกให้กับรักยมได้เดินทางเข้าออกภายในที่พักอาศัยได้โดยสะดวก 
  • จุดธูปบูชารักยม 5 ดอกหรือพนมมืออย่างเดียวโดยให้บอกกล่าวอัญเชิญเจ้ารักยมเข้ามายังสถานที่บูชา การเซ่นไหว้รักยมให้ถวายด้วยน้ำแดง น้ำหวาน อาหารคาวหรือขนมหวานต่างๆขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดหามาบูชา ในบางครั้งอาจถวายของเล่นให้ด้วยก็ได้ 
  • การตั้งวางบูชารักยมโดยส่วนใหญ่รักยมจะมีลักษณะเป็นขวด การตั้งวางบูชาสามารถตั้งรวมกับกุมารทองหรือเครื่องรางของขลังอื่นๆได้เลย สิ่งที่สำคัญคือห้ามตั้งวางในที่สูงกว่าหรือเสมอกับพระพุทธรูป พระเครื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือองค์เทพต่างๆ เพราะรักยมจัดเป็นเครื่องรางสายพรายจึงไม่สมควรที่จะวางชั้นเดียวกันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวมา กรณีเป็นรักยมแบบพกพาสามารถพกพาติดตัวได้เลย อาจจะใส่กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงหรือใส่ใว้ในกระเป่าสะพายก็ได้
  • การสวดคาถาบูชารักยมของแต่ละเกจิอาจารย์ท่านจะมีคาถาบูชารักยมที่แตกต่างกันไป ถ้าจะให้ดีให้สวดคาถาบูชาก่อนออกจากบ้านไปทำงานหรือก่อนนอนก็ได้ บอกกล่าวเรียกเจ้ารักเจ้ายมให้ช่วยคุ้มครองดูแลบ้านเรือนคนในบ้านให้ปลอดภัย เดินทางไปทำงานเดินทางใกลให้แคล้วคลาด พบปะเจอผู้คนให้เป็นเสน่ห์มีแต่ผู้คนรักใครนิยมชมชอบ

คาถาเรียกอิทธิฤทธิของรักยม

เอหิกุมาโร เอหิกุมารี เอหิรักยม เอหิพรายทอง

ปิยังมะมะ ปุตตัง วะซายะติ อารักขานะ ปัจจะโย

เจ้ารักเจ้ายม กุมารทอง พรายทอง จงมา จงมา เอหิมะมะ

 

ขอบคุณบทความดีดีจาก หนังสือ เครื่องรางของขลัง  สำนักพิมพ์ ไพลิน

และ  taevmongol.com

แนะนำบทความ    กุมารทอง

 

โรงพิมพ์ เจอาร์

 

 

 576 total views,  25 views today

+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0
+1
0